นิตยสาร ALL MAGAZINE

ปีที่ 8 ฉบับที่ 4 August 2013

ดูฉบับทั้งหมด

ข้อความบนปก

ปีที่ 8 ฉบับที่ 4 สิงหาคม 2556

มองไทยในสื่อบันเทิง วัฒนธรรม 'คลิป' กับความตีบตันในสังคมไทย ธุรกิจหนังสือ สำนักพิมพ์ปราณเพราะการอ่านคือลมหายใจ บุคคล(ไม่)ธรรมดา นักเขียนบทมือทอง 'บ๊วย-นันทวรรณ' ผู้สานฝัน 'คุณชายรณพีร์' คิดอย่างวิทยาศาสตร์ พลังจิต รักษาโรคได้จริงหรือ ตำนานมายา 'ความจริง' แตะต้องไม่ได้ 'หนังไทย' จึงมีแต่ความฝัน ว.วชิรเมธี เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

รายละเอียด

ประเภท : นิตยสารความรู้ทั่วไปรายเดือน

ราคาบนปก : 25 บาท

ISSN : 1905-3762

บริษัท : บริษัท เอ็ม เอ เอ็ม ฮาร์ท จำกัด

เว็บไซต์ : www.all-Magazine.com

อีเมล : all.magazine@hotmail.com

วางแผง : 30 กรกฎาคม 2556

ไม่มีการจำหน่ายนิตยสาร (เล่มกระดาษ) บนเว็บไซต์แล้ว
มีเฉพาะฉบับดิจิตอล (e-magazine) ที่อ่านผ่าน App Ookbee เท่านั้น

สั่งซื้อนิตยสาร ALL MAGAZINE ปีที่ 8 ฉบับที่ 4 สิงหาคม 2556 ฉบับดิจิตอล (Digital Version) กับ Ookbee

ซื้อเลย
ตัวอย่างเนื้อหา

สนทนาธรรมกับท่าน ว.วชิรเมธี : เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณให้มากความว่า พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือท่าน ว.วชิรเมธี เป็นใครมาจากไหน ในเดือนแห่งเทศกาลเข้าพรรษานี้ เราได้กราบอาราธนาพระคุณเจ้าเพื่อสนทนาธรรมในหัวข้อ เพื่อชีวีตที่ดีกว่า โดยหวังว่าคำชี้แนะของพระอาจารย์จะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านทั้งมวล ปุจฉา : ศาสนาพุทธมีหลักคำสอนเรื่องการพัฒนาตนเองสู่ชีวิตที่ดีกว่าอย่างไรบ้าง ? วิสัชนา : หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา คือ หลักการพัฒนาตนให้เป็นบุคคลที่ประสบความสุขความเจริญทั้งสิ้น หลักการเหล่านี้มีอยู่มากมาย ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานคือการพัฒนาตนให้มีการศึกษา การสร้างเนื้อสร้างตัว จนถึงสูงสุดคือการพัฒนาตนให้เป็นบุคคลที่หลุดพ้นจากการครอบงำของกิเลสกลายเป็นพระอริยบุคคลไปเลย ในที่นี้ขอแนะนำหลักการพัฒนาตนเองแนวพุทธแบบง่าย ๆ พอให้เห็นตัวอย่างดังนี้ ๑ หลักการทำงาน ท่านแนะนำให้ใช้ ‘อิทธิบาท ๔’ (หลักการประสบความสำเร็จ) กล่าวคือ ๑.๑) ทำในสิ่งที่รัก ๑.๒) ทำด้วยความขยันขันแข็ง ๑.๓) ทำด้วยความอุทิศตน (ทำจริง) ๑.๔) ทำด้วยความคิดสร้างสรรค์ ๒ หลักการพัฒนาปัญญา ท่านแนะนำให้ใช้ ‘วุฒิธรรม ๔’ (ธรรมเพื่อความเจริญแห่งปัญญา) คือ ๒.๑) คบบัณฑิต ๒.๒) เรียนรู้จากบัณฑิต ๒.๓) มีวิธีคิดที่ถูกต้อง ๒.๔) ครองตนอยู่ในธรรม ๓ หลักการสร้างมนุษยสัมพันธ์ ท่านแนะนำให้ใช้ ‘สังคหวัตถุ ๔’ คือ ๓.๑) เอื้ออารี ๓.๒) วจีไพเราะ ๓.๓) สงเคราะห์ประชาชน ๓.๔) เข้ากับคนได้ทุกชั้น ๔ หลักการบรรลุนิพพาน ท่านแนะนำให้ปฏิบัติตาม ‘ไตรสิกขา’ คือ ๔.๑) ศีลสิกขา พัฒนาตนให้มีศีล ๔.๒) จิตตสิกขา พัฒนาจิตให้มีคุณภาพ สุขภาพ สมรรถภาพ ๔.๓) ปัญญาสิกขา พัฒนาปัญญาให้เอาชนะกิเลส ปุจฉา : จุดมุ่งหมายของชีวิตในทางพุทธศาสนาคืออะไร ? วิสัชนา : จุดมุ่งหมายของชีวิตตามแนวทางพุทธศาสนา คือ การพัฒนาตนให้ประเสริฐไปทีละขั้นๆ จนถึงขั้นสูงสุด คือ บรรลุพระนิพพาน กลายเป็นอริยบุคคลที่มีชีวิตปราศจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า จุดหมายของชีวิตมี ๓ ขั้น คือ ๑ จุดหมายเพื่อตน ๒ จุดหมายเพื่อคนอื่น ๓ จุดหมายเพื่อโลก จำง่าย ๆ ว่า ‘ตนเป็นที่พึ่งของตน’ จากนั้นจึง ‘ให้คนอื่นเขาได้พึ่ง’ ปุจฉา : ทุกวันนี้โซเชียล มีเดีย มีอิทธิพลอย่างมากต่อคนรุ่นใหม่ บุคคลและคำสอนในศาสนาเองก็ยังถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์ ในแง่มุมต่าง ๆ ในโซเชียล มีเดียอยู่บ่อยครั้ง ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวพระอาจารย์เอง พระอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไร ? วิสัชนา : เราอยู่ในยุคที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ครองโลก ถ้าหากปฏิเสธวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ ก็สุดโต่งไปข้างหนึ่ง ถ้าหากมัวเมาไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี่ ก็สุดโต่งไปอีกข้างหนึ่ง ทางสายกลางสำหรับเรื่องนี้ก็คือ การรู้จักใช้เทคโนโลยี่อย่างมีสติ, อย่างมีประโยชน์,อย่างมีปัญญา เช่น ใช้ติดต่อสื่อสาร ใช้ศึกษาหาความรู้, ใช้เป็นเครื่องมือในการทำงาน เป็นต้น ถ้าหากในทางโลกเราสามารถใช้เทคโนโลยี่ให้เป็นประโยชน์ต่อการติดต่อสื่อสาร ต่อการศึกษาหาความรู้ ต่อการทำงาน ซึ่งถือว่าเป็นการใช้เทคโนโลยี่เชิงสร้างสรรค์ ในทางธรรม เราก็ควรรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยี่เหล่านี้ด้วยเหมือนกัน เช่น ใช้การประชาสัมพันธ์งานบุญงานกุศล ใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ใช้เพื่อการศึกษาหาความรู้ทางธรรม ใช้เป็นช่องทางแนะนำแนวทางการปฏิบัติธรรม แก่ผู้สนใจใฝ่รู้ หากใช้อย่างมีปัญญา ใช้อย่างมีสติ ใช้อย่างมีวัตถุประสงค์เชิงสร้างสรรค์ เทคโนโลยี่กับศาสนาก็สามารถเกื้อกูล ซึ่งกันและกันได้ ทุกวันนี้ ศาสนิกของทุกศาสนาล้วนใช้โซเชียลมีเดียในการเผยแผ่ศาสนาของตน พระมหาเถระสำคัญของ พุทธศาสนาหลายรูปนับแต่องค์ดาไล ลามะ ท่านติช นัท ฮันห์ หรือแม้แต่พระป่าสายหลวงพ่อชา หรือสายท่านพุทธทาสภิกขุ ก็หันมาใช้โซเชียลมีเดียในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และทำให้งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาแผ่กระจายไปอำนวยประโยชน์ แก่มหาชนในวงกว้างทั่วโลกได้เป็นอย่างดี ในส่วนของอาตมาภาพเองก็ใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยเหมือนกัน โดยวางหลักการไว้ว่า จะใช้โซเชียลมีเดียในเชิงสร้างสรรค์ คือ เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่มีวัตถุประสงค์อื่นใดนอกเหนือไปจากนี้ และก็ปรากฏว่า มีผู้ได้รับข่าวสารทางธรรม และเรียนรู้พุทธธรรมคำสอนผ่านช่องทางนี้เป็นจำนวนไม่น้อย (เฉพาะวันที่ตอบบทสัมภาษณ์นี้ ก็มีสถิติผู้ติดตามใน Facebook กว่า ๑,๘๐๐,๐๐๐ คน คติธรรมคำคมบางข้อมีผู้แชร์ หรือแบ่งปันกว่า ๙๐๐,๐๐๐ คน มีผู้แสดงความชื่นชมกว่า ๗ - ๘ หมื่น (กด Likes) คนเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งในช่วงหลังมานี้ มีอาสาสมัครทำงานธรรมะมาช่วยแปลคำสอนต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษยิ่งทำให้มีผู้สนใจติดตามศึกษาพุทธธรรมผ่านช่องทาง Facebook อย่างท่วมท้นเป็นประวัติการณ์ เราลองคิดดูง่าย ๆ ว่า เวลาที่ผู้เขียนเทศน์อยู่ที่วัดแต่ละครั้ง อาจมีคนฟังเพียง ๑๐๐ คน แต่เมื่อนำสิ่งที่เทศน์ สิ่งที่เขียน มาเผยแผ่ผ่านโซเชียลมีเดีย มีผู้ได้รับประโยชน์คราวเดียวนับล้านคน นี่คือ คุณูปการของ เทคโนโลยี่ต่อการเผยแผ่ธรรม ดังนั้น หากมองในเชิงสร้างสรรค์ เราอาจเรียกเทคโนโลยี่ว่า มันคือ ‘เครื่องมือขยายศักยภาพ ในการทำความดีให้แก่ชาวโลก’ ในส่วนของอาตมภาพที่มักถูกสมาชิกในโซเชียลมีเดียวิจารณ์อยู่บ่อยครั้งนั้น ขอบอกตามตรงว่า คำวิจารณ์เหล่านั้น ไม่เป็นปัญหาต่ออาตมาแต่อย่างใด เพราะใครก็ตามที่เป็นบุคคลสาธารณะย่อมจะถูกจับตามองทุกฝีก้าวอยู่แล้ว บางทีทำดีก็มีคนด่า ทำบ้าก็มีคนชม อาตมภาพเองก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับการยกเว้น เพราะนี่คือธรรมดาของโลก กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การถูกวิจารณ์นับเป็นเรื่องธรรมดา พระพุทธเจ้าตรัสว่า “นัตถิ โลเก อนินทิโต” (ไม่มีใครในโลกที่ไม่ถูกนินทา) คำวิจารณ์ใดดี มีประโยชน์ก็รับฟัง นำมาพัฒนาตนเอง คำวิจารณ์ใดไร้สาระก็ถือคติ ‘สุดมือสอย ก็ปล่อยมันไป’ เราห้ามคนไม่ให้นินทาไม่ได้อยู่แล้ว หรือบางทีก็ถือคติ ‘ถูกชมก็เข้าท่า ถูกด่าก็ไม่เลว’ พอปล่อยลงปลงได้ ก็ทำงานของเราต่อไป ไม่เสียศูนย์ ไม่เสียเวลา เกิดมาเป็นคนก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่มีหรอกที่จะมีคนรักล้วน ๆ หรือจะมีแต่คนชังล้วน ๆ พระอาทิตย์ส่องแสงสดใสในยุโรป มีแต่คนชื่นชม (อากาศที่ยุโรปนั้นกล่าวกันว่าฝนแปด แดดสี่ วันไหนแดดออกวันนั้นนับว่าโชคดี) แต่พระอาทิตย์ทอแสงสุกใส ที่เมืองไทย มีแต่คนด่า (ว่าร้อน) คุณเคยเห็นพระอาทิตย์ดีใจ หรือเสียใจกับเสียงสะท้อนจากมวลมนุษย์ไหม ไม่ว่าคนจะชม หรือไม่ว่าใครจะด่า ดวงสุริยาก็ทำหน้าที่ของตนต่อไปตามปกติไม่เคยน้อยใจหรือหวั่นไหวใด ๆ ทั้งสิ้น บุคคลสาธารณะ ควรวางตนเหมือนดั่งดวงตะวันที่ไม่หวั่นไหวไปกับนินทาและสรรเสริญ ปุจฉา : ดูเหมือนว่าสภาวะทางเศรษฐกิจมีผลอย่างยิ่งต่อความสุขในชีวิตของคนเรา ทรัพย์สินเงินทองดูจะทำให้ คนเรามีชีวิตที่ดีกว่า มากกว่าคำสอนในศาสนา พระอาจารย์จะมีคำแนะนำอย่างไรในกรณีนี้ ? วิสัชนา : เงินทองเป็นของจำเป็น นี่คือความจริง แต่ความจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือ เงินทองไม่สามารถแก้ปัญหาของชีวิต ได้ทุกเรื่อง เงินทำให้เรามีกิน มีใช้ มีบ้านอยู่ มีเสื้อผ้าใส่ มีการศึกษาที่ดี มีสถานภาพในสังคมสูงส่ง มีโอกาสทำตามความใฝ่ฝัน หลายเรื่องให้เป็นจริง แต่เงินก็ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ลึกซึ้งทางจิตใจของคนหรือของสังคมได้ คนรวยจำนวนมากก็ยัง มีปัญหาครอบครัวล่มสลาย ยังเจ็บไข้ได้ป่วย ยังเป็นโรคซึมเศร้า ยังนอนไม่ค่อยหลับสนิท ยังป่วยเป็นมะเร็ง ยังทุกข์ตรมขมไหม้ จากความผิดหวัง ยังหนีความแก่ ความพลัดพรากสูญเสียไม่พ้น ยังไม่อาจใช้เงินมหาศาลต่อรองกับพญามัจจุราชได้ หรือไม่อาจใช้เงินทำให้ความขัดแย้งกับญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงให้หันกลับมาคืนดีกันได้ หรือไม่อาจซื้อใจคนได้เสมอไปทุกคน เงินจำเป็นต่อชีวิตก็จริง แต่เงินก็มีข้อจำกัด ดังนั้น เงินจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับชีวิต ใครก็ตามที่กำลังหาเงิน ก็อย่าลืมหาธรรมกำกับไว้ด้วย เพราะวันหนึ่ง เมื่อเงินไม่อาจแก้ปัญหาบางอย่างในชีวิตได้ วันนั้น คุณจะเห็นคุณค่าของธรรมะ อย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้นักปราชญ์ท่านจึงเตือนคนที่นิยมบูชาเงินว่า “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง” เพราะต่อให้คุณมีเงินเป็นฟ่อนหญ้านับแสนล้านดอลล่าร์ แต่เวลากินข้าว ก็ไม่มีใครเอาเงินจริง ๆ ใส่ปากกินแทนข้าวได้ ปุจฉา : มีคำกล่าวที่ว่า โลกใบนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นคน สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ฯลฯ พระอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไร ? วิสัชนา : ความเปลี่ยนแปลงเป็นสัจธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเกิดขึ้น ดำรงอยู่ชั่วคราว และแตกสลายไปในที่สุด นี่คือกฎเกณฑ์อันเป็นธรรมดา ถ้าเราเข้าใจสัจธรรมพื้นฐานข้อนี้ เราจะไม่กลัวต่อการเปลี่ยนแปลง การจะอยู่ในโลกง่าย หรืออยู่ในโลกยาก เรื่องนี้เป็นสิ่งสัมพัทธ์ ใครมีปัญญามาก ก็อยู่ในโลกอย่างไม่มีปัญหา ใครมีปัญญาน้อย ก็อยู่ในโลกด้วยความยากเย็น ปุจฉา : คำว่า พอเพียง ที่กำลังเป็นคำฮิตติดปากในปัจจุบันนี้ ฟังเหมือนเป็นเรื่องง่าย ๆ ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ ในเชิงปรัชญาการดำรงชีวิตซึ่งก็สอดคล้องกับคำสอนในพุทธศาสนาในเรื่องความไม่ละโมบ แต่ในขณะเดียวกัน ในท่ามกลางการแข่งขันในโลกยุคนี้ คำว่าพอเพียงดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย พระอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไร ? วิสัชนา : คำว่า ‘พอเพียง’ ตรงกับหลักคำสอนเรื่อง ‘สันโดษ’ ในทางพุทธศาสนา เราจะรู้จักพอเพียงหรือรู้จักสันโดษ ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่า ทำไมเราต้องพอเพียง ซึ่งในที่นี้ขอตอบว่า ๑ ความต้องการของคนไร้ขีดจำกัด (นี่เป็นสัจธรรม) หากเราไม่รู้เท่าทันสัจธรรมข้อนี้ เราก็จะตกเป็นทาสของความต้องการ มัวแต่ใช้ชีวิตวิ่งไล่ตามความอยากไปจนตาย เหมือนหมาไล่เนื้อ ที่ไล่งับเนื้อจนเหนื่อยหอบ สุดท้ายก็ไม่ได้กินอะไร ได้แต่ความเหนื่อยเปล่า เช่นเดียวกับคนจำนวนมากในโลกนี้ ที่อุทิศชีวิตทั้งชีวิตเพื่อวิ่งตามความอยาก พากันหาเงินหาทอง จนมีเงินนับหมื่นล้าน แสนล้าน แต่แล้วเมื่อมีเงินแล้ว (มหาเศรษฐีบางคน) กลับไม่มีครอบครัวที่อบอุ่น ลูกกลายเป็นเด็กมีปัญหา ตัวเองสุขภาพไม่ดี น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือ เงินที่หามาได้มากมายล้นฟ้านั้นสุดท้ายก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้เงินมากมาย ขนาดนั้น และที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ วันหนึ่งคนเราทุกคนก็จะตายกันหมด สิ่งที่ทุ่มเทเวลาหามาทั้งชีวิต ไม่มีใครสามารถ ครอบครองอะไรได้อย่างแท้จริง คนทุกวันนี้ อุทิศชีวิตทั้งหมดให้กับการหาเงิน แต่กลับไม่สามารถครอบครองเงินได้ อย่างแท้จริงสมกับที่อุทิศเวลาให้มัน คนเหล่านี้ ไม่ต่างอะไรกับคนที่พยายามลอกกาบกล้วยเพื่อค้นหาแก่น ยิ่งค้นหาก็ยิ่งไม่พบ ๒ เรามีเวลาจำกัด เราแต่ละคนมีเวลาน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย หากเราไม่รู้เท่าทันสัจธรรมข้อนี้ ก็จะใช้เวลาอย่างไม่คุ้มค่า ส่วนคนที่รู้ทันสัจธรรมข้อนี้ ก็จะเตือนตัวเองว่า ‘เวลาของเรานั้นสั้นนัก’ ต้องบริหารจัดการให้ดี อยู่กันไม่กี่ปีก็ตายแล้ว วิธีที่จะบริหารจัดการเวลาให้ดี ก็คือ เราต้อง ‘เลือก’ ว่าสิ่งใดสำคัญที่สุดในชีวิต แล้วอุทิศเวลาให้กับสิ่งนั้น ไม่แส่ทำไปเสียทุกเรื่อง ซึ่งนอกจากจะทำได้ไม่ดีแล้ว ก็ยังเป็นการพร่าเวลาอย่างน่าเสียดายที่สุด ๓ ชีวิตของเรานั้นมีศักยภาพมากมายหลายด้านซ่อนอยู่ หากเราไม่รู้จักพอต่อการถือครองยศ ทรัพย์ อำนาจ เราก็จะพลาดจากการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านอื่น ๆ เปรียบไปก็เหมือนกับเราแต่ละคนเป็นดั่งดอกบัวที่มีศักยภาพที่จะผลิบาน และมีศักยภาพที่จะโผล่พ้นน้ำได้ แต่หากเราไม่รู้ถึงศักยภาพนี้ เราก็จะใช้ชีวิต ใช้เวลา ใช้ปัญญา ใช้ศักยภาพไม่คุ้ม พุทธศาสนาจึงสอนว่า เราต้องรู้จักพอต่อการถือครองวัตถุ เพื่อสงวนวันเวลา ศักยภาพที่เหลือ (จากการแสวงหาวัตถุ) มาใช้พัฒนาตัวเองให้ประเสริฐเลิศล้ำยิ่ง ๆ ขึ้นไปให้ถึงที่สุด ความมั่งคั่งทางวัตถุไม่ใช่ที่หมายปลายทางของการมีชีวิต วัตถุเป็นเพียงสิ่งอำนวยความสะดวกของชีวิตเท่านั้น เมื่อมีวัตถุพื้นฐานพอสมควรแล้ว ก็ควรพอแค่นั้น จากนั้น ก็ใช้สติปัญญา วันเวลาทั้งหมด พัฒนาชีวิตด้านในให้มีคุณค่าเพิ่มขึ้น วางท่าทีต่อวัตถุอย่างนี้ จึงจะมีความรู้จักพอ เหมือนที่ไอน์สไตน์กล่าวว่า เขาไม่ต้องการวัตถุหรือตำแหน่งใดในทางสังคม เขาต้องการเพียงแค่ตำราฟิสิกส์ดี ๆ กับไวโอลินตัวหนึ่งก็พอแล้ว ผลของความพอในทางวัตถุ เขาจึงอุทิศเวลาและปัญญา ให้กับงานวิชาการล้วนๆ ซึ่งผลก็คือ เขากลายเป็นผู้ครองความเป็นเลิศทางวิชาการด้านฟิสิกส์เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกมาจนทุกวันนี้ ถ้าเราเข้าใจสัจธรรมพื้นฐาน ๓ ประการที่กล่าวมา การปฏิบัติธรรมข้อพอเพียงก็จะง่าย ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ที่ผ่านมาเรามักจะบอกคนไทยว่า จงรู้จักพอ ๆ แต่เราไม่ค่อยให้เหตุผล ว่าทำไมต้องพอ นั่นแหละคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ รณรงค์อย่างไรก็ไม่ได้ผล โปรดติดตามอ่านต่อได้ในall Magazine : ปีที่ 8 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม 2556

นิตยสาร ALL MAGAZINE

มองไทยในสื่อบันเทิง วัฒนธรรม 'คลิป' กับความตีบตันในสังคมไทย ธุรกิจหนังสือ สำนักพิมพ์ปราณเพราะการอ่านคือลมหายใจ บุคคล(ไม่)ธรรมดา นักเขียนบทมือทอง 'บ๊วย-นันทวรรณ' ผู้สานฝัน 'คุณชายรณพีร์' คิดอย่างวิทยาศาสตร์ พลังจิต รักษาโรคได้จริงหรือ ตำนานมายา 'ความจริง' แตะต้องไม่ได้ 'หนังไทย' จึงมีแต่ความฝัน ว.วชิรเมธี เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ดูฉบับทั้งหมด
ความคิดเห็น
เชิญให้คะแนนเล่มนี้
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงควรใช ้วิจารณญาณในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง ท่านสามารถแจ้งลบ ข้อความได้ที่ "แจ้งลบความคิดเห็นนี้" ที่มีอยู่ใต้ข้อความทุกข้อความ หรือแจ้งลบข้อความได้ที่ info@magazinedee.com
กติกาในการแสดงความคิดเห็น


บุคคล

#กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม (เจเจ)#กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา#กันต์ กันตถาวร#ชลิตา ส่วนเสน่ห์ (น้ำตาล)#ณภัทร เสียงสมบุญ (นาย)#ณเดชน์ คูกิมิยะ (แบรี่)#อุรัสยา เสปอร์บันด์ (ญาญ่า)#มาริโอ้ เมาเร่อ (โอ้)#จรินทร์พร จุนเกียรติ (เต้ย)#พาขวัญ สหวงษ์ (มะลิ)#อารยา เอ ฮาร์เก็ต (ชมพู่)#พัชราภา ไชยเชื้อ (อั้ม)#ตรีชฎา มาลยาภรณ์ (ปอย)#ดาวิกา โฮร์เน่ (ใหม่)#ปริญ สุภารัตน์ (หมาก)#คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส เทียมศิริ (คิม)#เจษฎาภรณ์ ผลดี (ติ๊ก)#จิรายุ ตั้งศรีสุข (เจมส์จิ)#ศุกลวัฒน์ คณารศ (เวียร์)#ราณี แคมเปน (เบลล่า)#ณัฐ ศักดาทร (นัท AF4)#ปราชญา เรืองโรจน์ (สิงโต)#พีรวัส แสงโพธิรัตน์ (คริส)#ลลนา ก้องธรนินทร์ (เจี๊ยบ)#ภูภูมิ พงศ์ภาณุ (เคน)